ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่การทำธุรกิจ มีหัวใจสำคัญอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง เพื่อจะเริ่มทำธุรกิจไม่ผิดพลาด เรามีเทคนิคมาบอกคุณ
จะเริ่มธุรกิจทั้งที ก็ต้องทำให้ถูกไปเลย
ความฝันของคนเราในหลายคนๆ ล้วนแต่แตกต่างกันออกไป บางคนสามารถไล่ล่าตามหาความฝันของตนเองจนเจอ แต่อีกหลายคนยังคงดิ้นรนที่จะตามหาฝันให้ได้พบ ซึ่งเราเชื่อว่าอย่างหลังน่าจะมีเป็นจำนวนมากกว่าอย่างแรก และหนึ่งในความฝันที่มีผู้คนต้องการไขว่คว้ามากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆนั่นคือ ความฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างหนึ่งนั่นเอง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการมีธุรกิจเป็นของตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงประสงค์จะมี แต่การที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า บางคนเมื่อเห็นอุปสรรคดังนี้แล้วก็มีความท้อแท้ ไม่กล้าที่จะฝันต่อ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่คิดเช่นนั้นกลับพยายามที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตนเองให้จนได้ ซึ่งการที่จะเริ่มธุรกิจได้นั้นมีปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานมากมายที่เราควรที่จะต้องทำการศึกษาและเตรียมการเอาไว้ใช้ประกอบการเริ่มธุรกิจของคุณเองดังต่อไปนี้

1. คุณต้องเริ่มทำวิจัยตลาด
การวิจัยตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการริเริ่มดำเนินการทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่จำเป็นต้องทำ เจ้าของธุรกิจมือใหม่เมื่อเห็นหัวข้อเรื่องการทำวิจัยก็มีความคิดที่จะเบือนหน้าหนีกันแล้ว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากแถมยังเกี่ยวข้องกับตัวเลข สิ้นเปลืองงบประมาณ แถมยังไม่รู้อีกว่าต้องทำยังไง เลยมองข้ามในส่วนนี้ไป ซึ่งเราขอบอกเลยว่านั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์อย่างที่สุด
เพราะการที่คุณจะสร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อทำการขายออกไปยังผู้บริโภคนั้น คุณต้องทำความเข้าใจความต้องการของตลาดและผู้บริโภคด้วยว่ามีความต้องการมากขนาดไหน สินค้าของเราสามารถตอบสนองความต้องการของเค้าได้หรือไม่ กลุ่มเป้าหมายลูกค้าของคุณคือใคร มีอายุเท่าไหร่ มีคู่แข่งในตลาดหรือไม่ ถ้ามี มีอยู่กี่รายที่ทำสินค้าในลักษณะเดียวกับคุณ โอกาสทางการตลาดที่สินค้าของคุณจะมีส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงจุดจำหน่ายสินค้าของคุณเองด้วย ว่าจะจำหน่ายที่ไหน มีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรเมื่อเทียบกับสินค้าคู่แข่ง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องคิดและคำนึงถึงเป็นสำคัญหากคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ การทำการวิจัยจะเป็นตัวช่วยในการตอบโจทย์ที่มีในใจคุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนำมาใช้ประโยชน์ในการเขียนแผนธุรกิจของคุณได้อีกทางหนึ่งด้วย

2. สำรวจตรวจสอบสภาวะทางการเงินของคุณ
เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอีกสิ่งหนึ่ง เพราะเราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าคุณจะไม่สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ถ้าหากขาดเงินทุน ดังนั้น ก่อนจะเริ่มธุรกิจคุณควรทำการสำรวจตรวจสอบ และกำหนดหลักเกณฑ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณมีความต้องการ เพื่อนำมาใช้ในการเริ่มทำธุรกิจ โดยถ้าคุณยังขาดแคลนเรื่องเงินลงทุนในการประกอบธุรกิจ คุณควรลองพิจารณาแหล่งเงินทุนที่ให้กู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ และริเริ่มลงมือเขียนแผนธุรกิจและทำการทดสอบแผนก่อนเพื่อให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสีย ที่สำคัญคุณควรทำการวิจัยและตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อจะได้ทราบว่าธุรกิจของคุณต้องการใช้เงินมากหรือน้อยเป็นจำนวนเท่าไหร่ ก่อนจะทำการแก้ไขปรับปรุง และดำเนินการยื่นแผนธุรกิจเพื่อขอกู้เงินลงทุนในที่สุด

3. จ้างทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย
ซึ่งทนายความที่คุณต้องการมากที่สุดจะต้องเป็นทนายความที่มีประสบการณ์มากพอสมควร และมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทนายความประเภทนี้จะมีส่วนเข้ามาช่วยคุณได้อย่างมากในการเริ่มต้นบุกเบิกทำธุรกิจ ซึ่งทนายความของคุณจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาต่างๆ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การร่างสัญญาเช่าอาคารหรือสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งทนายความที่ดีจะรู้และเข้าใจถึงในสิ่งที่คุณพยายามจะทำ และจะเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างของธุรกิจที่มีประโยชน์กับตัวคุณ

4. จ้างนักบัญชีที่ดี
โดยนักบัญชีจะเข้ามาทำงานผสานและควบคู่กันกับทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายของคุณในการก่อตั้งบริษัท ซึ่งนักบัญชีจะเข้ามาช่วยจัดการทำบัญชี ดูแลรายรับ-รายจ่ายภายในบริษัท รวมถึงจดบันทึกการเบิกใช้เงิน หรือวัสดุ วัตถุดิบต่างๆ เพื่อใช้ตรวจสอบเวลาสิ้นปี และที่สำคัญอีกอย่างคือ นักบัญชีจะเข้ามามีส่วนช่วยในการวางแผนและคำนวณการเสียภาษีของบริษัทคุณ ดังนั้นนักบัญชีที่บริษัทคุณต้องการ ต้องเป็นนักบัญชีที่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีด้วย

5. ออกแบบโครงสร้างธุรกิจ
คุณต้องทำการเลือกและออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจของคุณว่าบริษัทของคุณจะมีลักษณะโครงสร้างเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีคุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีผู้ร่วมหุ้น หรือเป็นบริษัทนิติบุคคล ฯลฯ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้จะมีข้อแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดชอบทางด้านภาษีและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทด้วย ซึ่งทนายความและนักบัญชีของคุณจะมีบทบาทอย่างมากในการช่วยให้คำปรึกษา เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของคุณ

6. การตั้งชื่อธุรกิจ
คุณควรเลือกที่จะตั้งชื่อบริษัทที่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ซับซ้อนหรือออกเสียงยากจนเกินไปนัก เพราะคุณควรมองการไกลว่าชื่อบริษัทของคุณในอนาคตอาจจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็เป็นได้ นอกจากนี้ชื่อบริษัทถ้าเป็นไปได้ควรจะสามารถสื่อความหมายได้อีกด้วยว่าบริษัททำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอะไร สามารถจดจำง่าย และเรียกกันติดปาก และสุดท้ายควรสามารถเขียนออกมาเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องเหมือนกัน เพราะชื่อบริษัทอาจจะนำไปใช้ในการสร้างเว็บไซต์โฮมเพจของทาง
7. ใบอนุญาต
ธุรกิจบางประเภทจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำการขอใบอนุญาตในการประกอบกิจการจากทางการเสียก่อน มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งคุณควรตรวจสอบดูให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะในบางพื้นที่มีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันนอกจากใบอนุญาตของทางบริษัทและเจ้าของกิจการเองแล้ว ยังมีในส่วนของใบอนุญาตการทำงานของแรงงานต่างด้าวด้วย
ถ้าบริษัทไหนมีการจ้างแรงงานต่างด้าวควรที่จะพาแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเรียบร้อยเสียก่อน เพื่อเป็นการป้องกันการทำผิดกฎหมายในภายหลัง
การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องยากตามที่ทุกคนเข้าใจแต่ประการใด แต่คุณต้องทำการศึกษาเข้าใจพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ให้เข้าใจชัดเจนก่อนที่จะลงมือเริ่มธุรกิจ เพราะพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนกับเสาหลักของกิจการที่จะช่วยเป็นฐานรองรับน้ำหนักของการเติบโตของกิจการคุณเองในอนาคต ถ้าคุณศึกษาไม่ละเอียดมากพอ และมองข้ามสิ่งต่างๆเหล่านี้ไป แม้จะเป็นรายละเอียดแค่เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้กิจการของคุณถล่มล้มลงไม่เป็นท่าเพราะพื้นฐานที่ไม่แข็งแรงก็เป็นได้
การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ใน 7 ขั้นตอน
หลายคนคิดว่าธุรกิจใหม่ที่จะเจริญเติบโตได้ดีในอนาคตจำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาและโอกาสที่เหมาะสมจึงจะสามารถลงมือสร้างได้ ตอนนี้มีวิธีการที่จะปฏิวัติความคิดนี้ใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมัวรอโอกาสอีกต่อไป
ความคิดของผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจยุคก่อนๆ ที่มักจะได้เห็นออกมาเผยแพร่กันตามโทรทัศน์ กับคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดคุณถึงประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ทำอยู่ เกือบจะเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจที่ถูกสัมภาษณ์มักจะตอบอยู่สองอย่างว่า “เพราะโชคเข้าข้าง” และ “โอกาสวิ่งเข้ามาหาพอดี” จนนักธุรกิจยุคใหม่หลายคนที่ต้องการประสบความสำเร็จต่างนอนฝันและรอโอกาสที่จะวิ่งเข้ามาชนกับตัวเองบ้าง เพื่อที่จะได้กลายเป็นนักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จคนต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ผิดบนโลกแห่งความเป็นจริงมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยเพียงแค่รอโอกาสให้วิ่งมาหาเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดในการที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจก็คือ การริเริ่มสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตัวเอง มาดู 7 ขั้นตอน ที่จะช่วยทำความฝันให้เป็นความจริง
ขั้นตอนที่ 1 มองภาพรวมและให้ความสำคัญไปที่ผลิตภัณฑ์
ขั้นแรกที่ควรทำคือการมองไปที่ภาพรวมของผลิตภัณฑ์ว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง เมื่อนำมาพิจารณากับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในท้องตลาดที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกันและสามารถใช้ทดแทนกันได้ หรือที่เรียกกันว่า “สินค้าทดแทน” ซึ่งในความเป็นจริงบริษัทของผู้ประกอบการเองอาจจะเป็นบริษัทที่มีขนาดเล็กและเพิ่งจะนำผลิตภัณฑ์เข้ามาทำการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันกันแต่เดิมสูงอยู่แล้ว ความสามารถทางการแข่งขันจึงมีน้อยและไม่อาจสู้กับบริษัทที่มีขนาดใหญ่และอยู่ในท้องตลาดมายาวนานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริษัทก็คือ ต้องทำการค้นหาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งออกมานำมาเสนอขายลูกค้าให้จงได้
ขั้นตอนที่ 2 นำเสนอขายสินค้าผลิตภัณฑ์อย่างเข้าใจง่าย
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่อธิบายได้ง่ายที่สุด คือ ผู้ประกอบการต้องมีความสามารถในการนำงานของบริษัทไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการไปขายให้กับลูกค้าด้วยคำพูดและวิธีการนำเสนอที่เข้าใจง่าย กระชับ อีกทั้งมีพลังในการสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคหรือลูกค้า ที่พอฟังการเสนอขายจบแล้วมีความต้องการสินค้าโดยทันที ที่สำคัญที่สุดต้องสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ว่าทำไมจึงต้องใช้สินค้าของทางบริษัท และสินค้าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร เป็นต้น
นอกจากนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการนำเสนองาน ควรทำการทดสอบวิธีการนำเสนองานก่อน ทั้งในเรื่องของข้อความและวิธีการนำเสนอเพื่อเป็นการเช็คความพร้อมก่อนที่จะไปทำการเสนอขายจริงและจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดได้ก่อนล่วงหน้าอีกด้วย
ขั้นตอนที่ 3 เข้าถึงและรอบรู้อย่างแท้จริง (ต้องรู้ทุกอย่างแบบรอบด้านทั้งสินค้าตัวเองและคู่แข่ง)
ต้องมีความรอบรู้ในด้านข้อมูลต่างๆที่มีความจำเป็นต่อการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจของผู้ประกอบการเองในด้านต่างๆเช่น ข้อเด่น ขอด้อย ของผลิตภัณฑ์ ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการตลาด การจัดการในบริษัท รวมถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลอื่นๆที่มีความสำคัญที่สามารถนำมาใช้ช่วยสร้างโอกาสในธุรกิจด้วย นอกจากนี้ข้อมูลทางการแข่งขันทางการตลาดและข้อมูลของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 4 วางแผนธุรกิจที่เหมาะกับบริษัท
ก่อนที่จะสามารถทำการวางแผนธุรกิจที่เหมาะสมกับบริษัทได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำก่อนคือ ทำการสำรวจความต้องการทางตลาดหรือความต้องการของลูกค้าเสียก่อนว่า ลูกค้าต้องการอะไร ต้องการมากขนาดไหน จากนั้นจึงมาไล่ดูในส่วนที่เกี่ยวกับตัวธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของว่าสามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นได้มากขนาดไหนและอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มลงมือวางแผนและเขียนแผนธุรกิจที่เหมาะกับตัวธุรกิจมากที่สุด
เช่น ในกรณีที่บริษัทเพิ่งจะเปิดดำเนินการใหม่มีสินค้าชนิดใหม่ที่ต้องการนำมาวางขายในท้องตลาดก็ควรที่จะระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดเล็กและเฉพาะกลุ่ม ที่มั่นใจว่าสินค้าของทางบริษัทสามารถตอบสนองความความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด อีกทั้งเรื่องการใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาที่ถูกกว่ามานำเสนอเพื่อทำการตัดราคาของผลิตภัณฑ์อื่น อันเป็นการสร้างโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์สามารถทำการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจมากวิธีหนึ่ง ดีกว่าที่จะเลือกตลาดที่ใหญ่และกว้างจนเกินไปที่อาจจะถูกบริษัทที่เป็นเจ้าของตลาดอยู่ก่อนหน้านี้กลืนผลิตภัณฑ์และสินค้าของตัวผู้ประกอบการเองจากใจผู้บริโภคอย่างง่ายดายในที่สุด
ขั้นตอนที่ 5 ใช้เครื่องมือทางการตลาดที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท (เลือกใช้วิธีทำการตลาดที่เหมาะสมกับแผนและค่าใช้จ่ายที่ทำไว้)
เมื่อตัดสินใจในการวางแผนธุรกิจที่เหมาะสมให้กับธุรกิจได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดที่เหมาะสมมากที่สุดกับแผนการทางธุรกิจที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยการประเมินและเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดควรจะมองให้ครบทุกด้านทั้ง 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงผู้บริโภคของแผนการตลาด ค่าใช่จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ ที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ซึ่งการดำเนินการใช้เครื่องมือทางการตลาดที่แตกต่างกันจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกันออกไปด้วย
ขั้นตอนที่ 6 นำแผนไปลงมือปฏิบัติ
ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำวิธีและกลยุทธ์ต่างๆที่ได้ทำการวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนหน้านี้ไปลงมือทำการปฏิบัติจริง โดยการปฏิบัติตามแผนอย่างจริงจังนั้นจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะจะได้สามารถทำการวัดและประเมินผลได้อย่างแม่นยำว่ากลยุทธ์ที่ได้วางเอาไว้นั้นสามารถนำมาใช้งานจริงได้ดีสักแค่ไหน อีกทั้งการนำแผนไปลงมือปฏิบัติจริงควรจะมีการกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามแผนไว้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่าแผนดังกล่าวจะมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานนานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 7 ทดสอบแผน
ขั้นทดสอบแผนนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยต้องทำการตรวจสอบดูว่าแผนที่ได้วางเอาไว้จนนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริงก่อนหน้านี้ในขั้นตอนทั้ง 6 ขั้นนั้นมีข้อผิดพลาดอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้นต่อไปในอนาคต
การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่นั้น เป็นเรื่องที่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของผู้ประกอบการเองไม่จำเป็นต้องรอให้เทวดาที่ไหนมาหยิบยื่นโอกาสให้ทั้งสิ้น สำคัญที่ว่าต้องเริ่มทำการปฏิรูปความคิดในหัวเสียใหม่ ทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'โอกาส' ในแง่มุมของนักธุรกิจว่าหมายถึง สิ่งที่ต้องทำการมุ่งไปหาและไขว่คว้ามาครอบครองด้วยตนเอง มิใช่ความหมายแบบเดิมๆ ที่หมายถึง การรอเวลาที่จะมาถึงโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้ รับรองว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้เห็นภาพของตัวของคุณเองปรากฏอยู่ในโทรทัศน์ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนที่สุด
ขอบคุณที่มาจาก : http://incquity.com/articles/startup/7-essentials-step-start
http://incquity.com/articles/startup/7-steps-biz-opportunities